isn’t just a soccer : “United” สู้สุดฝันวันแห่งชัยชนะ

97

หนังเรื่อง “United” สู้สุดฝันวันแห่งชัยชนะ เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงจากเหตุโศกนาฏกรรมในปี ค.ศ. 1958 ที่ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกิดเหตุเครื่องบินไถลออกจากรันเวย์ที่ชนเข้ากับรั่วสนามบิน ก่อนจะหลุดออกจากสนามบินไปชนบ้านเมืองมิวนิคเสียหาย ทำให้นักเตะแมนฯยูฯ ชุดนั้นเสียชุดวิตลงเกือบทั้งทีม แต่สุดท้ายคนที่รอดชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ก็สามารถฟื้นฟูทีมแมนฯยูฯกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในเวลาไม่นาน 

ทำไมผมถึงยกหนังเรื่อง “United” มาพูด เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งเกิดเหตุการณืคล้ายๆกับทีมแมนฯยูฯขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เกิดกีบทีมดังประเทศบราซิล “ชาเปโคเอนเซ่” ที่เสียนักเตะจากเหตุการณ์เครื่องบินตกหลังจากเสร็จภารกิจการแข่งขันที่โบลิเวีย ทำให้มีนักเตะรอดมาได้แค่ 2 คนเท่านั้น

แต่การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ก็ไม่อาจจะหยุดความรักในเกมลูกหนังได้ หลังจากผ่านเหตุการณ์สุดเศร้ามาเพียงไม่กี่เดือน “ชาเปโคเอนเซ่” ก็สามารถคว้าแชมป์สเตจสองในศึกชิงอชมป์รัฐซานตา คาตาริน่าได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นแชมป์เล็กๆ แต่ต้องชื่นชมหัวจิตหัวใจ ที่“ชาเปโคเอนเซ่” สามารถลุกขึ้นมาเร็วขนาดนี้

เหตุการณ์ของ “ชาเปโคเอนเซ่” คล้ายๆกับ เหตุการณ์ของ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” เพียงแค่ต่างยุคต่างสมัยกันเท่านั้น สำหรับแฟนแมนฯยูฯยุคหลังๆอาจจะไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว หรืออาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าจุดเริ่มต้นที่แมนฯยูฯกลับมายิ่งใหญ่ดั่งทุกวันนี้ได้อย่างไร แนะนำให้ดูหนังเรื่อง “United”

“United” เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนและหลังโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิค โดยมี “แม็ตต์ บัสบี้” นายใหญ่ของทีมในยุคนั้น “บ็อบบี้ ชาร์ลตัน” ดาวรุ่งของทีมสองผู้รอดชีวิต และ “จิมมี่ เมอร์ฟี่” ผู้ช่วยของบัสบี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง

โดยครึ่งแรกของหนังจะเป็นเรื่องก่อนเกิดเหตุ ปูให้เห็นความยิ่งใหญ่ของนักเตะและทีมแมนฯยูฯ ว่าพวกเขายิ่งใหญ่ขนาดไหนก่อนจะเจอเหตุการณ์เครื่องบินตก และสอดแทรกประเด็นเรื่องราวของ “บ็อบบี้ ชาร์ลตัน” ที่พยายามจะขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของทีมให้ได้ และประเด็นความสัมพันธ์ของตัวละครระหว่าง “บ็อบบี้ ชาร์ลตัน” และ “ดันแคน เอ็ดเวิร์ด” กองหน้าทีมชาติอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดในสมัยนั้น เพื่อปูไปยังเหตุการณ์หลังเครื่องบินตก

ส่วนครึ่งหลังจะเล่าถึงการดิ้นรนอย่างหนักของผู้ที่ยังอยู่รอด เพื่อจะทำให้แมนฯยูฯไม่ถูกยุบทีมจากบอร์ดบริหาร โดยมี “จิมมี่ เมอร์ฟี่” เป็นแกนนำโดยทำทีมต่อไป บวกกับ “บ็อบบี้ ชาร์ลตัน” ดาวรุ่งที่มุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ พยายามพาทีมไปได้ไกลขนาดเข้าชิงเอฟเอคัพในปีนั้นจนได้

แม้หนังจะสร้างมาในปี ค.ศ. 2011 แต่โทนภาพในหนังแสดงให้เห็นเหมือนกับเราย้อนยุคไปสู่เหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1958 จริงๆ แถมตัวหนังยังสื่ออารมณ์ออกมาได้ดี ทั้งช่วงเศร้าหรือช่วงที่สร้างแรงบันดาลใจ แม้จะมีบางจุดที่ดูแล้วออกจะรู้สึกเบื่อๆบ้างเพราะความหนืดของหนัง แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำได้ดี ชวนติดตามได้ตลอด

ในหนังเรื่องนี้จะไม่ได้เห็นการแข่งขันเกมฟุตบอล แต่จะเป็นเรื่องนอกสนามและในสนามซ้อมมากกว่า แต่คนรักฟุตบอลไม่ต้องกลัวเบื่อเมื่อดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันมีเหตุการณ์เกี่ยวกับฟุตบอลเยอะ ทำให้ดูแล้วไม่น่าเบื่อแม้ขาดซีนการแข่งขันในสนาม

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะกับแฟนแมนฯยูฯอย่างเดียว มันเหมาะกับแฟนบอลทีมอื่นๆด้วย ดูแล้วจะรับรู้ถึงความรักสโมสรของนักเตะ จะทำให้รู้ว่าทำไม “ไรอั้น กิ๊กส์” ถึงรักแมนฯยูฯขนาดนั้น ทำไม “สตีเว่น เจอร์ราร์ด” ถึงภักดีกับลิเวอร์พูล หนังเรื่องนี้จะทำให้เห็นว่า “บ็อบบี้ ชาร์ลตัน” ก็เป็นเหมือนๆสองคนที่กล่าวมา ดูแล้วเราจะรักทีมฟุตบอลที่เราเชียร์มากขึ้น และจะทำให้รู้ว่าทำไมนาฬิกาที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดจึงหยุดหมุนตรงที่ 15.03 น. เรามาหาคำตอบกันในหนังเรื่องนี้

ก็ขอฝากหนังเรื่อง “United” ไว้ด้วยสำหรับช่วงสุดสัปดาห์ ไม่มีโปรแกรมจะออกไปเที่ยวไหน ก็ลองไปหาเรื่องนี้มาดู อาจจะทำให้คุณรักสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดขึ้นมาซักนิด หรืออาจจะได้ข้อคิดดีๆจากหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย แต่ที่ผมได้แน่ๆจากหนังเรื่องนี้ คือ ชีวิตคนเรามันลงสุดได้ก็ขึ้นสุดได้เหมือนกัน มันคือความไม่แน่นอนของชีวิตครับ ฉะนั้นจงทำวันนี้ให้ดีที่สุด

อาลัยแด่นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมในปี ค.ศ. 1958

อาลัยแด่นักเตะชาเปโคเอนเซ่ และผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมในปี ค.ศ. 2016

พวกคุณจะอยู่ในใจแฟนบอลเสมอ

-The- Brain-

Facebook Comments